วันนี้เรามาพบกับหลักเบื้องต้นในการฝึกสุนัขด้วยตนเองด้วยกันนะครับ การฝึกสุนัขนั้นนอกจากจะช่วยทำให้สุนัขของเราน่ารักสำหรับเราและคนรอบข้างมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของและตัวสุนัขเอง มีความแน่นแฟ้นผูกพันกันมากขึ้นอีกด้วยครับ โดยเฉพาะสุนัขที่มีขนาดใหญ่ เช่น โดเบอร์แมน, ร๊อดไวเลอร์ ฯลฯ นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการฝึกฝน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งสำหรับตัวเราเองและคนรอบข้างด้วยนะครับ และในส่วนของสุนัขพันธุ์เล็กที่เรามักเลี้ยงไว้ดูเล่น การฝึกฝน จะช่วยให้สุนัขของเรา หล่อขึ้น สวยขึ้น ขึ้นมาทันทีและจะเป็นที่รักของคนที่พบเจอครับ เมื่อพร้อมแล้วเรามาเตรียมความพร้อมให้กับตัวเราเอง ในด้านพื้นฐานการฝึกสุนัขกันเถอะคร

  1. Know-How ในการฝึกสุนัขให้ทำสิ่งต่างๆ แต่ละอย่างนั้น มีลักษณะของเทคนิคการฝึกฝนที่แตกต่างกัน เช่น ตำแหน่งในการยืน, การจัดร่างกายของผู้ฝึกและตัวสุนัขเอง, วิธีการใช้คำสั่งต่างๆ และที่สำคัญคือเราต้องรู้จักลักษณะนิสัยของสุนัขที่เราฝึกด้วยครับ เพื่อป้องกันผลลบที่ไม่ตั้งใจให้เกิดขึ้น และเพื่อปกป้องตัวเราและสุนัขด้วยครับ ในส่วนของเทคนิคการฝึกสุนัขให้ทำท่าทางต่างๆ ผมจะขอกล่าวถึงแบบเจาะลึกถึงพริกถึงขิงเป็นทีละท่า ในบทความต่อๆ ไปครับ 😀
  2. Repetition แปลเป็นไทยแบบสั้นๆ ก็คือ ทำซ้ำไปซ้ำมานั่นเองครับ เนื่องจากน้องหมาหรือสุนัขของพวกเรานั้น แม้จะสามารถเข้าใจภาษาคนได้ในระดับหนึ่ง (ในสุนัขสายพันธุ์ที่ฉลาดมากๆ เข้าใจภาษาคนได้ถึง 100 คำ!) แต่อย่างไรก็ตามกว่าที่สุนัขจะเข้าใจแต่ละคำได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการออกคำสั่งเรื่องเดิมๆ ซ้ำไปมา สลับกับการให้รางวัลเมือสุนัขทำถูกต้อง จนสุนัขเข้าใจว่าสิ่งที่ถูกต้องและเราต้องการให้ทำ อย่างไรก็ตามคำสั่งนั้นไม่ควรจะยากจนเกินไปนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเริ่มฝึกใหม่ๆ น้องหมาหรือสุนัข ก็เหมือนคนเรานี่แหละครับ ทำอะไรสำเร็จได้รางวัลก็ดีใจ ทำแล้วทำอีกไม่ถูกสักทีก็ท้อใจเหมือนกัน ^^ และข้อห้ามคือไม่ควรเร่งรัดสุนัขให้ทำได้จนเป็นการบังคับขู่เข็ญสุนัขนะครับ มิฉะนั้นสุนัขอาจจะต่อต้านและสร้างทัศนคติที่ไม่ดีต่อตัวเราหรือผู้ฝึกในที่สุด
ชมสุนัขเมื่อทำได้ถูกต้อง
  1. Praise ชมสุนัขเมื่อทำได้ถูกต้อง ! เอ๊ะ ชมน้องหมาเนี่ยนะ ชมยังไงต้องเห่ารึเปล่า ? ขอบอกเลยว่าไม่ใช่ครับผม ดังที่ได้เขียนไว้ใน ข้อ 2 สุนัขสามารถเข้าใจภาษาคนได้ในระดับหนึ่งและนอกจากภาษาแล้ว สิ่งที่สุนัขเข้าใจง่ายกว่าคำพูดนั่นก็คือ น้ำเสียง นั่นเองครับ น้ำเสียงควรเป็นโทนเสียงที่ อ่อนหวาน นุ่มนวล (เค้าเข้าใจแน่ๆ ครับ บอกเลย) คำชมของเรานี่ ผมคิดว่าใช้ได้ worldwide นะครับ เช่นคำว่า Good ดีมาก เก่งมาก ภาษาอะไรก็ได้ครับ  จากนั้นทำมือซ้ายเป็นกระพุ่มๆ (ไม่ต้องแบมือ) ตบที่ไหล่สุนัขเบาๆ 3-4 ครั้ง ให้สุนัขรู้ว่าทำถูกแล้ว เป็นอันใช้ได้ครับ แต่มีข้อยกเว้นคือหากสุนัขทำผิด แล้วจากนั้นทำถูกต้องโดยที่เราแทบจะต้องช่วยจับมือทำให้ แบบนี้ไม่ต้องชมไม่ต้องให้รางวัลนะครับ ไม่งั้นน้องหมาอาจจะเข้าใจผิดได้
  2. Correction วิธีในการแก้ไขเมื่อสุนัขไม่ทำสิ่งที่เราต้องการ หรือทำผิดจากที่เราต้องการมีเทคนิคง่ายๆ คือ เราต้องรีบแก้ไขให้น้องหมาของเราทันทีที่เห็นว่าเริ่มทำผิดเลยครับ เพราะไม่งั้นสุนัขหรือน้องหมาของเราจะสับสนและไม่เข้าใจว่าอันไหน คือ การกระทำที่ถูกต้องจริงๆ กันแน่ เพื่อให้สุนัขเข้าใจ เราต้องผู้คำว่า “ไม่” ด้วยเสียงที่ ดุ และสีหน้าต้องเอาจริงเอาจังนะครับ บอก “ไม่” ซะดุ แต่หน้ายิ้มหยอกล้อ แบบนั้นไม่เอาครับ หมางง แน่ๆ และหลังจากเตือนด้วยเสียงแล้ว เราต้องเข้าไปจัดท่าสุนัขให้ถูกต้องทันที หรืออาจจะทำโทษด้วยการกระตุกสายจูง เพื่อดึงสติให้สุนัขรู้ตัวแต่ทั้งนี้ ไม่ควรทำอย่างรุนแรงมากนักจนเป็นการทารุณสุนัข เพราะจะทำให้สุนัขหรือน้องหมาไม่รักเราและจะยิ่งฝึกยากขึ้นไปอีกครับ
  3. Willingness & Love หรือความตั้งใจจริงและความรักนั่นเองครับ เพราะการฝึกสุนัขนั้นบอกตรงๆ เลยว่าต้องใช้ความอดทน พอสมควรในการทำสิ่งเดิมซ้ำไปซ้ำมา แต่ผมเชื่อว่าด้วยความรักที่เพื่อนๆ มีให้ต่อน้องหมาของเราเอง จะทำให้สำเร็จในที่สุด ข้อนี้เขียนไว้ให้ทุกคนเตรียมใจว่างานนี้ต้องทุ่มเทแน่นอน และเมื่อเริ่มฝึกแล้วต้องฝึกให้จบด้วยคนที่เริ่มฝึกนะครับ เพราะการเปลี่ยนคนฝึกบ่อยๆ จะทำให้สุนัขสับสนและอาจจะต้องเริ่มใหม่หมดตั้งแต่ต้นเลยก็ได้
  4. Intelligence สุนัขแต่ละสายพันธุ์มีขีดความสามารถไม่เท่ากันครับ และค่อนข้างแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว ในการเลือกสุนัขที่จะนำมาฝึกนั้น เราควรเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการฝึกฝน เพราะจะช่วยให้ง่ายต่อการฝึกทั้งกับตัวสุนัขเองและตัวเราครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าพันธุ์เล็กๆ จะฝึกไม่ได้นะครับ แต่อาจจะต้องลดความซับซ้อนของคำสั่งลงไปเท่านั้นเอง จากประสบการณ์สุนัขเกือบทุกสายพันธุ์สามารถ รับคำสั่งง่ายๆ เช่น ยืน สวัสดี หรือ แม้กระทั่งคาบของที่เราโยนไปมาคืนให้เราได้ครับ หากเรามีการจูงใจสุนัขอย่างเหมาะสม
  5. Age อายุสุนัขนั่นเอง สุนัขที่เหมาะกับการฝึก คือ สุนัขที่มีอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไปครับ ถ้าเล็กกว่านั้น เด๋วจะเอาแต่เล่นกับนอนอย่างเดียว ฝึกไม่ได้แน่ๆ (หรือได้ผลน้อยมาก) ในส่วนของสุนัขที่มีอายุมากไม่เป็นอุปสรรคในการฝึกแต่อย่างใดครับ (ไม่มีคำว่าไม้แก่ดัดยากในโลกของน้องหมา ^^)
  6. Place สถานที่ฝึกควรจะเป็นที่ๆ สะอาด ปลอดภัยและไม่มีสิ่งรบกวน หรือเบี่ยงเบนความสนใจสุนัขออกไปจากตัวเรา เพื่อให้การฝึกได้ผลที่ดีครับ เช่น สนามหญ้าในบ้านเราเอง พื้นที่กว้างๆ อย่าง เช่น หอประชุมในอาคารใหญ่ๆ (ไปตอนที่ไม่มีคนใช้นะครับ) และที่สำคัญ คือ ควรมีรั้วรอบขอบชิดครับ เพื่อป้องกันนักโทษ เอ้ยน้องหมา ของเราหนีเราไปไกลๆ จนฝึกไม่ได้นั่นเอง และเมื่อสามารถฝึกได้ดีในระดับหนึ่งแล้วควรจะเปลี่ยนที่ฝึกบ้าง เพื่อไม่ให้น้องหมาของเราเบื่อเสียก่อนครับ
  7. Eye Contacts ควรใช้สายตาที่แข็งกร้าว แต่ไม่ต้องถลึงตามากจนน่ากลัวนะครับ เพียงแค่ใช้สายตาที่เอาจริงเอาจัง เพื่อให้น้องหมาหรือสุนัขของเราเกิดอารมณ์ร่วมที่จะตั้งใจฝึกนั่นเอง และนอกจากนี้การใช้สายตายังทำให้สุนัขเกิดความเกรงกลัวเราในแง่ว่าเราเป็นเจ้านาย เป็นจ่าฝูง สัญาชาตญาณของสุนัขก็จะช่วยทุ่นแรงให้เราสามารถทำให้สุนัขทำตามคำสั่งได้ง่ายขึ้นครับผม